|
สถานการณ์โดยภาพรวม
|
|
Wednesday, 19 November 2008 |
หลังจาก "เลห์แมน บราเธอร์ส" วาณิชธนกิจขนาดใหญ่ของสหรัฐยื่นขอล้มละลาย ก็ได้ ก่อคลื่นสึนามิการเงินระลอกใหญ่ตามมาจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม
บริษัทจำนวนมากต้องประสบชะตากรรมหนัก แม้แต่บริษัทขนาดใหญ่ก็ ล่มสลาย และบางแห่งกำลังเสี่ยงต่อการ ล้มละลายจนต้องขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นค่ายรถยนต์รายใหญ่ "จีเอ็ม" และยักษ์ประกัน "เอไอจี"
น่าสนใจว่า "เอเชีย" ซึ่งเป็นความหวังของโลกในการจะช่วยแบกรับแรงกระแทกจากวิกฤตครั้งนี้ก็หนีไม่พ้นชะตากรรมเดียวกัน เพราะแนวโน้มบริษัทที่กำลังเดินเข้าสู่ภาวะล้มละลายในเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในญี่ปุ่นซึ่งเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่เก่าแก่ของเอเชีย
"บลูมเบิร์ก" รายงานว่า บริษัทญี่ปุ่นที่กำลังเข้าสู่กระบวนการยื่นขอล้มละลายเพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบ 5 ปี เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตในตลาดสินเชื่อและภาคการเงินที่เกิดขึ้น
ข้อมูลจาก "โตเกียว โชโก รีเสิร์ช" ระบุว่า ในเดือนตุลาคมจำนวนบริษัทที่กำลังจะล้มละลายในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 13.4% อยู่ที่ 1,429 ราย เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับจากเดือนพฤษภาคม 2547
โดยบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป็นเหยื่อที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติพากันถอนตัวออกไป ประกอบกับธนาคารต่างจำกัดการปล่อย สินเชื่อ และการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่ทำให้ความต้องการซื้อบ้านลดลง
ทั้งนี้ ในเดือนที่แล้วบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้น 6 ใน 7 รายที่ล้มละลายล้วนเป็นบริษัทในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างทั้งสิ้น ซึ่งการปิดกิจการของ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ก็ได้ส่งผลสะเทือน ไปยังธุรกิจอื่นๆ เป็นลูกโซ่
ขณะที่บริษัทในภาคค้าปลีกและขนส่งก็มีแนวโน้มที่จะล้มละลายเพิ่มขึ้นในปีนี้
โตเกียว โชโก รีเสิร์ชระบุว่า มีหลายปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่แพงขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้ และการฟื้นตัวของรายได้ที่ต้องมีอันชะลอออกไปเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจไม่สดใส ซึ่งหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ก็มีแนวโน้มที่บริษัทในญี่ปุ่นจะเข้าสู่ภาวะล้มละลายเพิ่มขึ้นจนกว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบครบวงจรออกมา
|
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
สถานการณ์อุตสาหกรรมไซเบอร์ฯ
|
|
Wednesday, 19 November 2008 |
เซียนการตลาดไซเบอร์ ชี้เทรนด์โฆษณาออนไลน์ อนาคตสดใส ยังมีโอกาสขยายตัวอีกมาก จากตลาดปัจจุบันที่มีมูลค่าเพียง 1% ของอุตสาหกรรมโฆษณารวมเกือบแสนล้าน "ท้อปสเปซ" เผยอินเตอร์เน็ตเก็บดาต้าเบสผู้บริโภคละเอียดยิบ "เอ็มกรุ๊ป" ระบุแคมเปญโฆษณาต้องโดน และตรงกลุ่มเป้าหมาย ขณะที่ "ซีพีเอ็น" แนะเพิ่มผลประโยชน์เด็ดๆ ตรงใจลูกค้า ด้าน "เอไอเอส" ให้เคล็ดลับ 5 เอฟ
จากงานสัมมนา ในหัวข้อ ดอตคอม มาร์เก็ตติ้ง ...อย่างไรถึง"โดน"ใจลูกค้า 4 นักการตลาดไซเบอร์ ได้แก่ นายสรรค์ชัย เตียวประเสริฐกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา นายกษมาช นีรปัทมะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ท้อปสเปซ ประเทศไทย จำกัด และ นายศิวัตร เชาวรียวงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มอินเตอร์แอคชั่น จำกัด ในเครือ บริษัท มายด์แชร์ ประเทศไทยฯ ได้ร่วมแสดงความคิดเห็น และชี้เทรนด์ดอตคอม มาร์เก็ตติ้ง หรือการตลาดยุคไซเบอร์
ดอตคอม...สุดยอดดาต้าเบส
นายกษมาช นีรปัทมะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ท้อปสเปซ ประเทศไทย จำกัด ได้พูดในหัวข้อ "ออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง ..ทางเลือกใหม่ของการทำตลาดยุคดิจิตอล" ว่า ในภาพรวมตลาดดอตคอมมีแนวโน้มการขยายตัวได้อีกมาก เมื่อเทียบกับตลาดต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้มีปริมาณการใช้เม็ดเงินโฆษณาในอุตสาหกรรมมากถึงกว่า 20% ในขณะที่ตลาดเมืองไทย โฆษณาดอตคอม ยังมีเม็ดเงินเพียง 1% ของตลาดรวมกว่า 9 หมื่นล้านบาท
จากตัวเลขการปริมาณผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในเมืองไทย ปี 2549-2550 เติบโตมากกว่า 100% จากจำนวนผู้ใช้ 7.5 ล้านคน เพิ่มเป็น 15 ล้านคน และตัวเลขล่าสุด มกราคมที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นเป็น 15.6 ล้านคน คิดเป็น 23% ของจำนวนประชากรทั้งหมด และในจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเหล่านี้ ส่วนใหญ่ใช้ผ่านเว็บ Portal ของไทย หรือเว็บที่เป็นแหล่งในการ search หาข้อมูล นอกจากนี้ ยังมีผู้ใช้อีกจำนวนหนึ่ง ที่นิยมการใช้เว็บต่างประเทศ เช่น Hi5 หรือ Yahoo โดยปริมาณการใช้ เติบโตต่อเนื่อง ตั้งแต่ 2548 มาจนถึงปัจจุบัน ในอัตรา 15%, 48% และ 45.6%
|
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
แนวคิดการบริหาร
|
|
Wednesday, 19 November 2008 |
ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทย วันนี้ ไม่มีใครปฏิเสธความสำเร็จของ "บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) หรือ DELTA " ที่วันนี้ไม่เพียงเป็นบริษัทอิเล็กทรอนิกส์แถวหน้าของไทยที่ทำรายได้ยอดขายได้ปีละ 34,704 ล้านบาทและผลกำไรปีละ 3,155 ล้านบาท เท่านั้นแต่ยังเป็นอันดับหนึ่งของโลกในด้านผลิตภัณฑ์ เทเลคอม พาวเวอร์
"เป้าหมายต่อจากนี้ของ DELTA คือ เป็นเจ้าโลก ทางด้าน พาวเวอร์ ซัพพลาย"
เป็นคำตอกย้ำถึงเป้าหมายสู่อันดับโลกของ "อนุสรณ์ มุทราอิศ" กรรมการบริหาร และกรรมการบริษัท
หนึ่งในผู้ขับเคลื่อนและผลักดัน DELTA เติบโตและประสบความสำเร็จ จนมาถึงวันนี้ พร้อมกับขยายความข้างต้นว่า "ความรู้สึกผมเราไม่จำเป็นต้องเป็นที่หนึ่ง แต่ถ้าเราตั้งเป้าหมายไว้สูงๆ จะทำให้เราตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาและคิดพัฒนาตัวเองแบบไม่จบสิ้น ในขณะเดียวกันก็ได้ฉลองความสำเร็จในแต่ละขั้นที่ก้าวไป โดยไม่รู้สึกหมดหวังหรือเลิกไปกลางคัน"
เป็นแนวคิดในการทำงานที่ อนุสรณ์ พยายามถ่ายทอดในเรื่องการพัฒนาให้กับพนักงานมาโดยตลอด โดยเฉพาะ ด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งนอกจากเป็นหนึ่งในปัจจัยสร้างความสำเร็จให้กับธุรกิจแล้ว ยังเป็นนิสัยส่วนตัวของอนุสรณ์เอง ที่เป็นคนชอบคิดนอกกรอบ ชอบเรียนรู้ ชอบวิจัยและพัฒนา สร้างทฤษฏีใหม่ๆ จากพื้นฐานการเป็นนักวิทยาศาสตร์ "ผมเป็นคนหนึ่งที่ผมชอบคิดไม่เหมือนใครในเมืองไทย ชอบแหวกแนว คิดนอกกรอบ แต่จะไม่ยอมเสี่ยงเด็ดขาด" ดังนั้นสไตล์การบริหารจึงต้อง "ชัวร์" ก่อนถึงจะเริ่มลงมือจริงจัง
ไม่ต่างจากเส้นทางก้าวสู่ผู้บริหาร อนุสรณ์เกิดที่อยุธยา แต่มาโตและเรียนหนังสือหลายแห่งที่กรุงเทพฯ เพราะต้องย้ายตามคุณพ่อที่เป็นศึกษานิเทศก์ หลังเรียนจบมัธยมฯ ก็เอนทรานซ์ได้ที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เรียนจนถึงปริญญาโทแล้วไปต่อปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์ จนจบที่มหาวิทยาลัยไอโอวา สหรัฐอเมริกา "สิ่งที่ผมได้จากการเรียนระดับสูง คือ ชอบสร้างสิ่งใหม่ๆ สูตรใหม่ๆ และยอมรับกติกาสังคม"
เมื่อกลับมาเมืองไทย เริ่มต้นทำงานเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แค่เข้าเทอมที่สองก็รู้สึกว่าไม่สนุกเพราะไม่ชอบสอนซ้ำ จึงย้ายไปทำงานอีกหลายแห่งทั้งหน่วยงานรัฐและองค์การสหประชาชาติ แต่ยังอยู่ในด้านวิทยาศาสตร์มาตลอดเพราะชอบคิด ชอบทดลอง โดดเด่นจนได้รับรางวัล นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น จาก พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ
|
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
|
สถานการณ์อุตสาหกรรมสิ่งทอ
|
|
Wednesday, 19 November 2008 |
ไนซ์กรุ๊ป" ผวาวิกฤติการเงินโลกทำกำลังซื้อผู้บริโภคต่างประเทศหดตัวรุนแรง สั่งปรับเป้าส่งออกปีหน้าโตแค่ 10% จากปีนี้คาดทะลุ 6,800 ล้านบาท เผยยังขยายลงทุนต่อเนื่องทั้งในจีน เวียดนาม และในประเทศ โชว์เสริมความแข็งแกร่งฐานผลิตหลากหลาย มัดใจคู่ค้า ดันโตต่อเนื่อง ระยะยาว
นายประสพ จิรวัฒน์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนซ์ แอพพาเรล จำกัด ในเครือไนซ์แอพพาเรลกรุ๊ป ผู้ผลิตและส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปอันดับหนึ่งของประเทศ เปิดเผยถึง สถานการณ์ของเครือว่า ช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ ยังไปได้ดี ไม่มีปัญหาลูกค้าชะลอหรือยกเลิกออร์เดอร์แต่อย่างใด โดยคำสั่งซื้อส่งมอบได้เต็มกำลังการผลิตไปจนถึงเดือนมกราคมปีหน้า ดังนั้นจึงคาดว่าปีนี้เครือจะสามารถส่งออกได้ตามเป้าหมายที่ 35 ล้านตัวมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 6,800 ล้านบาท (คำนวณที่ 34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ)ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 15%
ส่วนปีหน้ายอมรับมีความกังวลกับวิกฤติทางการเงินที่จะส่งผลทำให้เศรษฐกิจหลายภูมิภาคทั่วโลกชะลอตัว โดยไม่มีใครสามารถตอบได้ว่าวิกฤติดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคที่จะหดตัวลงมากน้อยเพียงใด เบื้องต้นทางเครือจึงได้ปรับลดเป้าหมายอัตราการขยายตัวของการส่งออกในปี 2552 ลงเหลือ 10% มูลค่า 220 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯจากเดิมคาดจะขยายตัวที่ 20% มูลค่า 240 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือลดอัตราขยายตัวลง 50%
"ที่เราต้องปรับลดเป้าหมายลง เพราะเวลานี้แม้แต่ลูกค้าก็ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคจะหดตัวลงมากน้อยแค่ไหน แต่เชื่อว่าจะมีผลกระทบแน่นอน ดังนั้นเราจึงต้องปรับเป้าเพื่อปลอดภัยไว้ก่อน หากสถานการณ์เลวร้ายลง หรือดีขึ้น เราก็สามารถปรับเป้าเพิ่มขึ้นหรือลดลงอีกได้" นายประสพ กล่าวและว่า
แม้เวลานี้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว แต่เครือยังมีการขยายงานทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อโชว์ศักยภาพการผลิตที่มีความแข็งแกร่ง มีฐานการผลิตที่มีความหลากหลาย สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายงานในประเทศที่ลูกค้าหลักของบริษัทวางแผนที่จะขยายฐานการสั่งซื้อสินค้ามากขึ้น อาทิ จีน และเวียดนาม โดยล่าสุดโรงงานของเครือที่เมืองชิงเต่า สาธารณรัฐประชาชนจีน ในปีหน้ามีแผนที่จะขยายกำลังการผลิตจาก 1,000 จักรเพิ่มเป็น 1,500 จักร เพิ่มการจ้างงานอีก 700 คน จากเดิมมีคนงาน 1,500 คน สัดส่วน 65% ผลิตเพื่อส่งออก และ 35% จำหน่ายในจีน
|
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
|
สถานการณ์น้ำมันและพลังงาน
|
|
Wednesday, 19 November 2008 |
ราคาน้ำมันลดลงต่อเนื่อง 19 พฤศจิกายน ผู้ค้ารายใหญ่ประกาศลดราคาเบนซิน 80 สตางค์/ลิตร ส่วนแก๊สโซฮอล์ 40 สตางค์/ลิตร บางจากแย้มปลายสัดาห์มีโอกาศลงอีกในกลุ่มเบนซิน เหตุความต้องการใช้วูบตามภาวะเศรษฐกิจซบ
หลังจากราคาน้ำมันดินในตลาดปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ค้าน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศต้องปรับราคาขายปลีดลงตามไปด้วยอีกครั้งหนึ่ง โดยเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2551 ผู้ค้าน้ำมันในประเทศประกอบด้วย ปตท. เชลล์ บางจาก ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน 80 สตางค์/ลิตร แก๊สโซฮอล์ลดลง 40 สตางค์/ลิตร แก๊สโซฮอล์อี 85 และ ไบโอดีเซลลดลง 50 สตางค์/ลิตร มีผลวันที่ 19 พฤศจิกายน 2551 ทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นดังนี้ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 19.89 บาท แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 19.09 บาท เบนซิน 95 ลิตรละ 28.79 บาท เบนซิน 91 ลิตรละ 24.59 บาท ดีเซลบี 2 ลิตรละ 22.24 บาท และดีเซลบี 5 ลิตรละ 20.74 บาท
ขณะที่บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) รายงานสถานการณ์น้ำมันโลกล่าสุด เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ราคาน้ำมันดิบเวสเท็กซัส (WTI) ที่ตลาดนิวยอร์ก ส่งมอบเดือนธันวาคม 2551 ปรับลดลง 2.09 ดอลลาร์สหรัฐ ปิดที่ 54.95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และตลาดเบรนท์อยู่ที่ 52.31 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลง 1.93 ดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ตลาดสิงคโปร์ ราคาน้ำมันเบนซินปรับตัวลดลงมากกว่าการปรับลดของราคา น้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากอุปสงค์น้ำมันเบนซินในภูมิภาคที่ยังคงปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนราคาน้ำมันดีเซลปรับตัว ลดลงน้อยกว่าการปรับลดของราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากมีความต้องการใช้น้ำมันดีเซลำหรับทำความร้อนเพิ่มขึ้นในยุโรป ส่งผลให้มีการขนย้ายน้ำมันดีเซลจากเอเชียไปยังยุโรปเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตามต้องจับตาการประชุมกลุ่มโอเปก วัน 29 พฤศจิกายนนี้ว่าจะมีการปรับลดการผลิตหรือไม่ ซึ่งขณะนี้อิหร่านยังคงยืนยันว่า โอเปกจำเป็นต้องปรับลดการผลิต 1.0- 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ปลายสัปดาห์เบนซินลงอีก
นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจากฯ เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ในปลายสัปดาห์นี้ มีแนวโน้มปรับลดลงอีกประมาณ 80 สต./ลิตร แม้ว่าวันที่ 19 พฤสจิกายนนี้ ผู้ค้าน้ำมันได้ลดราคา 40-80 สต./ลิตรแล้วก็ตาม ส่วนดีเซลอาจจะไม่ปรับลด เป็นเพราะราคาตลาดโลกยังผันผวน เด้วยเป็นช่วงหน้าหนาว ความต้องการดีเซล เพื่อนำไปทำความอบอุ่น ยังมีอยู่ในอัตราสูง
ทั้งนี้คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ ปี 2552 จะอยู่ที่ประมาณ 55 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล แต่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส สหรัฐ ราคาอาจผันผวนอยู่ที่ประมาณ 60-70 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งขึ้นอยู่กับความไม่สงบในจุดผลิตน้ำมันหรือไม่ ดังนั้น แม้ราคาน้ำมันขณะนี้จะลดลงมาก แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะปรับขึ้น จึงต้องรณรงค์ประหยัดพลังงานกันต่อไป |
|
|
สถานการณ์สินค้าโภคภัณฑ์
|
|
Wednesday, 19 November 2008 |
ส่งออกไทยปี 2552 รับเคราะห์ ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น ชะลอตัว คาดมูลค่าหายวับร่วมแสนล้านบาท สินค้าอิเล็กทรอนิก คอมพิวเตอร์ รถยนต์ โดนหนักสุด ส่วนกลุ่มอาหาร น่าห่วง เพราะพึ่งตลาดสหรัฐเป็นหลัก ขณะที่ไก่ไทยวูบ 5%
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์การค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลกระทบของการส่งออกสินค้าไทยปี 2552 ใน 3 ตลาดหลักว่า เศรษฐกิจโลกในปี2552 จะขยายตัวเพียง 2.2 % ลดลงจาก ปี 2551 ที่ขยายตัว 3.7% ส่งผลให้ประเทศในกลุ่มพัฒนาแล้วมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลงเช่นกัน และทั้งสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป จะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ระดับ -0.7-0.2 %
เนื่องจากทั้ง 3 กลุ่มนี้เป็นตลาดส่งออกหลักของไทย ทำให้อัตราการขยายตัวส่งออกของไทยไปยังตลาด สหรัฐ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ในปี 2552 ลดลง 5.1% จากปี 2551 ที่ขยายตัว 11.3% คิดเป็นมูลค่าส่งออกที่ลดลง ประมาณ 112,562 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นตลาดสหรัฐ ลดลง8.9% คิดเป็นมูลค่า62,802 ล้านบาท ตลาดญี่ปุ่นลดลง 2.1% คิดเป็นมูลค่า 15,287 ล้านบาท และสหภาพยุโรปลดลง 4.3% หรือคิดเป็นมูลค่า 34,473 ล้านบาท
สำหรับกลุ่มสินค้าไทยที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบสูงสุด คือ กลุ่มอุตสาหกรรม อาทิ อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ รถยนต์ รองลงมาคือกลุ่มสินค้าเกษตรและสินค้าประมง เช่น อาทิ ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง กุ้งสดและแช่แข็ง เป็นต้น อย่างไรก็ตามแม้ภาพรวมตลาดหลักของไทยจะมีแนวโน้มลดลง แต่ยังคาดหวังจากแนวทางการเจาะตลาดใหม่ ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนในการหาตลาดใหม่ทดแทนโดยเฉพาะตลาดภายใต้ของตกลงการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ อาทิจีน อินเดีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ประกอบกับการหาตลาดใหม่ ๆ เช่น ตะวันออกกลาง แอฟริกา ซึ่งจะช่วยในการชดเชยรายได้จากตลาดหลัก
ด้านนายชัยนันท์ อุโฆษกุล ประธานคณะอนุกรรมการการค้าระหว่างประเทศ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่ไทยควรจะเร่งพัฒนาก็คือการพัฒนาธุรกิจSME ให้มีคุณภาพเพื่อเตรียมพร้อมในการแข่งขันในอนาคต หากเศรษฐกิจฟื้นตัว ซึ่งคาดว่าน่าจะไม่เกิน1-2ปี รวมถึงการปล่อยสินเชื่อ ที่จะต้องมีการแก้เงื่อนไขบ้างประการให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงได้ง่าย เช่น การใช้ทรัพย์สินคงคลังเป็นหลักทรัพย์ในการกู้เงินแทนโฉนดที่ดินและรัฐอาจต้องเข้ามาเป็นผู้ค้ำประกันให้ในบางราย รวมถึงการยกเลิกค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิงในการขนส่งสินค้าให้กับผู้ส่งออก เพื่อเป็นการลดต้นทุนลง
|
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
|
สถานการณ์โดยภาพรวม
|
|
Sunday, 16 November 2008 |
Q4 เห็นแน่/จี้รัฐอัดนโยบายการเงิน-คลังสู้
สมาคมนักวิเคราะห์เริ่มมองเห็นสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัวในไตรมาส 4/51 หลัง ภาคการบริโภคหดตัวจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ พร้อมคาด กนง. ปรับอัตราดอกเบี้ยลงหลังธนาคารกลางทั่วโลกหั่นดอกเบี้ยลง ภัทรียา มั่นใจภาคเอกชนไทยรับมือวิกฤติการเงินโลกได้ ฟุ้งแม้เกิดปัญหากำไรบริษัทจดทะเบียน ครึ่งแรกยังขยายตัวได้ดี ด้านที่ปรึกษาเศรษฐกิจ แนะตลท. ขยายเวลา บจ. ขายหุ้นที่ซื้อหุ้นคืน จากเดิมขีดเส้นตายให้ ขายคืนภายใน 3 ปี
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวใน งานสมาคมนักวิเคราะห์ ในหัวข้อ โอกาสของผู้กล้า ว่า ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจการเงินของโลกที่ส่งผลกระทบมายังไทยน่าจะยังไม่ใช่จุดต่ำสุด
โดยคาดการณ์ว่าในไตรมาส 4/51 ตัวเลขเศรษฐกิจรวมถึงจีดีพีน่าจะยังคง เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัว ซึ่งมาจากการบริโภคที่ลดลง โดยเห็นสัญญาณจากต่างประเทศที่ยอดขายยานยนต์ลดลงก็น่าจะส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงภาค การส่งออกที่ประเทศไทยเองที่สัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ประมาณ 11% และยุโรปประมาณ 10%
ขณะเดียวกันการลงทุนภาคเอกชนคงจะมีการขยายการลงทุนลำบาก เพราะในสภาวะปัจจุบันทุกคนค่อนข้างมีความรัดกุมในการใช้จ่าย ประกอบกับสภาพคล่องทางการเงินอาจจะเผชิญกับปัญหาเนื่องจากได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงิน ซึ่งก็พบว่าในช่วงที่ผ่านมาเริ่มเห็นบริษัทหลายแห่งระดมทุน โดยการออกหุ้นกู้ระยะยาวเพื่อช่วยในเรื่องสภาพคล่อง ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจในปีหน้านั้นนักวิเคราะห์มองว่า จีดีพีจะอยู่ที่ 3% แต่ส่วนตัวมองว่าค่อนข้างเหนื่อยที่จะทำให้จีดีพีโตในระดับดังกล่าว
ทั้งนี้ ก็หวังว่าภาครัฐบาลน่าจะเร่งการใช้จ่ายให้เร็วขึ้น แต่ก็ยังกังวลเกี่ยวกับการติดปัญหาความล่าช้า เพราะสถานการณ์ในปัจจุบันค่อนข้างตึงตัว
|
|
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
|
|
|
|
<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 หน้าถัดไป > หน้าสุดท้าย >>
|
| ผลลัพธ์ 1 - 12 จาก 452 |